หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐพอเพียง ตามลอยเท้าพ่อ



ในส่วนของบทความเกี่ยวกับการเกษตร เราได้รวมเอาเทคนิค และวิธีการในการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ทั้งในด้านการปลูกพืช และด้านการเลี้ยงสัตว์ ยกตัวอย่าง เช่น การเลี้ยงปลาดุกในบ่ซีเมนต์ การเลี้ยงหมูหลุม การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงหมู การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจต่างๆ การปลูกผักหวานป่า การปลูกกล้วย การปลูกไผ่หวาน การปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึง วิธีการดูแลจัดการต่างๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากเกษตรกรที่ได้ทดลองแล้วได้ผล หรือที่เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน เช่น การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน การทำจุลินทรีย์ในการปลูกพืชเพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนในการทำการเกษตร รวมทั้งการใช้วิธีธรรมชาติ ในการจัดการกับโรค แมลง เพื่อความสมดุลย์

เศรษฐกิจพอเพียง
                                                               เศรษฐกิจพอเพียง

ในส่วนของ เวปบอร์ดนั้น จะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ของเกษตรกร และบุคคลทั่วไปที่สนใจในด้านการเกษตร ที่นำมาแลกเปลี่ยนกัน รวมทั้งจะมี ในส่วนของการซื้อขายแลกเปลี่ยน สินค้าเกษตร เช่น ขายเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น และในส่วนเวปบอร์ด นี้จะจัดให้มีส่วน ความรู้ทั่วๆไป ข่าวสาร และในส่วนของการสนทนาทั่วๆไป เพื่อความเป็นกันเองของท่านสมาชิก และถ้าสมาชิกท่านใด ต้องการในส่วนใหนเพิ่มเติม ก็ส่งข้อความมาหาเวปมาสเตอร์ได้เลย



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่จันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2470 ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ หรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา หรือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระนามว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช โดยพระนามภูมิพล มีความหมายว่า พลังของแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งในกาลต่อมาว่า ทรงเป็นพลังแห่งแผ่นดินโดยแท้จริง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ในปี 2471 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา และเสด็จนิวัติกลับประเทศไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชธิดา และพระราชโอรส และได้เสด็จมาประทับ ณ วังสระปทุม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระบรมราชชนนี จวบจนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุไม่ถึง 2 พรรษา

ในปี 2475 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2476 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงนำพระโอรส พระธิดา ทั้ง 3 พระองค์ เสด็จไปประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อการศึกษาและพระอนามัยของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จากนั้น จึงทรงเข้าศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน 2477 โดยทรงศึกษาทั้งวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ เมื่อสำเร็จชั้นประถมศึกษา ได้ทรงเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนเอกอล นูแวล เดอ ลา ซูวิส โรมองต์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) เมืองแซลลี ซูร์ โลซาน (Chailly-sur Lausanne)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบตามกฎมณเทียรบาลให้กราบบังคมทูลเชิญ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ขณะมีพระชนมายุเพียง 8 พรรษาเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2478

ในเดือนพฤศจิกายน 2481 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จนิวัติประเทศไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชา โดยได้ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นเวลา 2 เดือน ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ในวันที่ 5 ธันวาคม 2488 ได้เสด็จนิวัติประเทศไทย เป็นครั้งที่ 2 โดยได้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 รัฐสภาได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติสืบต่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช และได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างที่รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านพสกนิกรที่รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ส่งเสด็จอยู่ตลอดสองข้างทางไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง ทรงได้ยินเสียงราษฎรตะโกนขึ้นว่า "ในหลวง อย่าละทิ้งประชาชน" ซึ่งได้พระราชนิพนธ์พระราชทานแก่หนังสือ "วงวรรณคดี" ในภายหลังว่าทรงนึกตอบในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้ว "ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนอย่างไรได้"ระหว่างที่ทรงศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงได้เปลี่ยนแผนการศึกษาจากแผนกวิชาวิทยาศาสตร์ มาเป็นสาขาวิชาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์

ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส และหม่อมหลวงบัว กิติยากร เป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2491 ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยรถยนต์พระที่นั่งที่ทรงขับชนกับรถบรรทุกอย่างแรง เป็นผลให้เศษกระจกกระเด็นเข้าพระเนตรขวา พระอาการสาหัสแม้ว่าจะได้รับการถวายการรักษาอย่างต่อเนื่องแต่พระอาการไม่ดีขึ้น จนทรงไม่สามารถใช้พระเนตรขวาได้อีก ระหว่างนั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้มีโอกาสเฝ้าเยี่ยมพระอาการอยู่เป็นประจำ และสมเด็จพระราชชนนี ทรงขอให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ย้ายมาศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนทรงมีจิตปฏิพัทธ์สัมพันธ์ใกล้ชิดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

จนในวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงหมั้นหมายกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ โรงแรมวินเซอร์ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทรงสวมพระธำมรงค์เพชรมีหนามเตยเป็นรูปหัวใจเล็กๆ เป็นของหมั้นแก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นพระธำมรงค์องค์เดียวกับที่ สมเด็จพระบรมราชชนก พระราชทานแด่สมเด็จพระบรมราชชนนี

จวบจนในปีต่อมาได้เสด็จนิวัติประเทศไทย เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ กิติยากร โดยเสด็จกลับประเทศไทยด้วย

หลังพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนัก สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ภายในวังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 และทรงลงพระปรมาภิไธย และลงนามในสมุดทะเบียนราชาภิเษกสมรส และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ โดยมีประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร" และได้มีพระปฐมบรมราชโองการตามโบราณราชประเพณี ด้วยการตั้งพระราชสัตยาธิษฐานว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" และทรงประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ขึ้นเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี"  นับจากนั้นเป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามมาโดยตลอดอย่างแท้จริง

"ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้านั่นคือคนไทยทั้งปวง"